ตอนนั้นฉันกำลังอยู่บนรถไฟเดินทางจากลิสบอนไปปอร์โต ซึ่งใช้เวลาหกชั่วโมง และ Spotify ก็สุ่มเพลงในเพลย์ลิสต์เดิมที่ฉันฟังซ้ำมาสามเดือนติด เพลงเดิมๆ ความละเอียดเสียง 128 kbps ที่มีเสียงแตกจากสัญญาณ Wi-Fi โรงแรม และอัลกอริทึมเดิมที่คอยดันเพลงที่ฉันกดข้ามไปแล้วสองรอบ ฉันจึงเปิด Play Store แล้วโหลด Amazon Music มาลองเล่นดู และเมื่อรถไฟเข้าจอดที่สถานีปอร์โต ฉันก็ได้ดาวน์โหลดอัลบั้ม "Rumours" ของ Fleetwood Mac ในรูปแบบ Ultra HD มาฟัง ทำให้ฉันได้ยินเสียงฉาบที่หายไปในเพลง "Dreams" ซึ่งฉันลืมไปแล้วว่ามันเคยมีอยู่
นั่นคือเหตุการณ์เมื่อสองปีที่แล้ว และฉันก็ไม่ได้เปิด Spotify อีกเลย
Amazon Music คืออะไร
Amazon Music เป็นแอปสตรีมมิ่งที่ให้คุณเข้าถึงเพลงมากกว่า 100 ล้านเพลงและคลังพอดแคสต์ที่กำลังเติบโต หากคุณเป็นสมาชิก Amazon Prime คุณจะได้รับสิทธิ์เข้าถึงแคตตาล็อกที่จำกัด (ประมาณ 2 ล้านเพลง เล่นได้เฉพาะโหมดสุ่ม) โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่ถ้าต้องการประสบการณ์เต็มรูปแบบ Amazon Music Unlimited จะปลดล็อกคลังเพลงทั้งหมด ให้คุณเลือกฟังเพลงแบบ On-demand พร้อมระบบเสียง HD และ Spatial Audio ในราคาประมาณ 9 ดอลลาร์ต่อเดือน (8 ดอลลาร์หากคุณเป็นสมาชิก Prime)
วิธีการใช้งาน
การตั้งค่าใช้เวลาประมาณ 90 วินาที นี่คือขั้นตอนการใช้งาน:
- ดาวน์โหลดแอปจาก Google Play หรือสโตร์บนอุปกรณ์ของคุณ
- ลงชื่อเข้าใช้ด้วยบัญชี Amazon ของคุณ (หรือสร้างบัญชีใหม่หากยังไม่มี)
- เลือกแพ็กเกจ: Prime Music (ฟรีสำหรับสมาชิก Prime), Music Unlimited (แคตตาล็อกเต็ม) หรือแพ็กเกจครอบครัว
- เริ่มฟังได้เลย หน้าแรกจะแสดงสถานีเพลงที่แนะนำ เพลงที่เพิ่งฟัง และเพลงออกใหม่ที่คัดสรรมาให้ตามประวัติการฟังของคุณ
คุณสมบัติหลัก
ระบบเสียง HD และ Ultra HD
นี่คือจุดเด่นที่สุด Amazon Music Unlimited ให้คุณสตรีมเพลงกว่า 100 ล้านเพลงในรูปแบบ HD แบบไม่สูญเสียคุณภาพ (คุณภาพระดับ CD, 16-bit/44.1 kHz, ประมาณ 1411 kbps) และประมาณ 7 ล้านเพลงในระดับ Ultra HD (สูงสุด 24-bit/192 kHz, ประมาณ 9216 kbps) หากคุณฟังผ่านหูฟังคุณภาพดี ความแตกต่างระหว่างแบบนี้กับเสียงบีบอัดทั่วไปนั้นชัดเจนมาก เสียง Hi-hat จะมีความเป็นโลหะไม่ใช่เสียงซ่าๆ และเสียงเบสจะมีมิติมากกว่าแค่ความดัง
Spatial Audio (Dolby Atmos)
เพลงที่คัดสรรมาจะเล่นในระบบเสียง 360 องศาที่สมจริง แม้เพลย์ลิสต์จะไม่ใหญ่มาก แต่เพลงที่อยู่ในนั้นให้ประสบการณ์เสียงที่แตกต่างอย่างแท้จริง การฟังเพลง "Blinding Lights" ของ The Weeknd ในระบบ Spatial Audio จะให้ความรู้สึกเหมือนเสียงซินธ์หมุนรอบศีรษะคุณ คุณต้องใช้หูฟังที่รองรับ (Echo Studio, AirPods Pro หรืออุปกรณ์ที่รองรับ Dolby Atmos อื่นๆ) เพื่อสัมผัสเอฟเฟกต์เต็มรูปแบบ
การเชื่อมต่อกับ Alexa
หากคุณมีอุปกรณ์ Echo, Amazon Music คือเครื่องเล่นหลักของคุณ คุณสามารถสั่งว่า "Alexa, play something new" เพื่อรับสถานีเพลงส่วนตัว หรือขอเพลงตามเนื้อร้อง ทำนองที่ฮัม หรือตามอารมณ์ การสั่งงานแบบไม่ต้องสัมผัส (Hands-free) นั้นมีประโยชน์มากเวลาคุณกำลังทำอาหารหรือขับรถในขณะที่โทรศัพท์อยู่อีกมุมของห้อง
การดาวน์โหลดเพื่อฟังแบบออฟไลน์
คุณสามารถดาวน์โหลดเพลง อัลบั้ม หรือเพลย์ลิสต์ใดก็ได้เพื่อฟังแบบออฟไลน์ ฉันเคยดาวน์โหลดเพลงไว้ประมาณ 4,000 เพลงก่อนเดินทางไปชนบทในเวียดนามนานสองสัปดาห์ที่สัญญาณ Wi-Fi แทบไม่มีให้ใช้ การดาวน์โหลดนี้ได้คุณภาพเต็มรูปแบบ (HD หรือ Ultra HD ตามแหล่งที่มา) ไม่ใช่เวอร์ชันบีบอัด ซึ่งมันกินพื้นที่จัดเก็บข้อมูลจริง แต่นั่นคือสิ่งที่คุ้มค่าที่จะแลก
พอดแคสต์และสถานีสด
Amazon Music มีพอดแคสต์แบบมีโฆษณา (บางรายการเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะแพลตฟอร์ม) และสถานีวิทยุสด ส่วนพอดแคสต์อาจไม่ดูขัดเกลาเท่า Apple Podcasts หรือ Pocket Casts แต่ก็ใช้งานได้ดีและรวมอยู่ในค่าสมาชิกของคุณแล้ว
ภาพหน้าจอแอป

คู่มือสอนใช้งานทีละขั้นตอน
นี่คือวิธีเริ่มใช้งานจนถึงการฟังเพลง HD เพลงแรกของคุณในเวลาไม่ถึง 5 นาที
- ติดตั้งแอป: ค้นหา "Amazon Music" ใน Google Play แล้วติดตั้งแอปอย่างเป็นทางการจาก Amazon Mobile LLC
- ลงชื่อเข้าใช้: ใช้บัญชี Amazon ของคุณ หากคุณมี Prime คุณเข้าใช้งานได้ทันที หากไม่มี ให้เริ่มทดลองใช้ Music Unlimited ฟรี 30 วันจากแอป
- ตั้งค่าคุณภาพเสียง: แตะที่ไอคอนรูปฟันเฟืองที่มุมขวาบน ไปที่ "Audio Quality" แล้วเลือก "Best Available" ซึ่งจะเปิดใช้งานการสตรีม HD และ Ultra HD ผ่าน Wi-Fi และเซลลูลาร์ (หากแพ็กเกจข้อมูลของคุณรองรับ)
- ค้นหาเพลง: แตะที่รูปแว่นขยาย แล้วพิมพ์ชื่อเพลง ศิลปิน หรืออัลบั้ม มองหาป้าย "HD" หรือ "Ultra HD" บนปกอัลบั้ม
- กดเล่นและฟัง: แตะที่เล่น หากคุณใช้ Wi-Fi และหูฟังคุณภาพดี คุณจะสัมผัสได้ถึงความแตกต่างจากการสตรีมทั่วไป หากต้องการเข้าถึงแบบออฟไลน์ ให้แตะที่จุดสามจุดข้างเพลงหรืออัลบั้มแล้วเลือก "Download"
กรณีการใช้งาน
- การเดินทางไปทำงาน: ดาวน์โหลดอัลบั้มก่อนออกจากบ้าน แล้วฟังในรูปแบบ Full HD บนรถไฟโดยไม่ต้องเปลืองข้อมูลเน็ตมือถือ
- ออกกำลังกาย: สั่ง Alexa ให้เล่นเพลย์ลิสต์ออกกำลังกายจากอุปกรณ์ Echo หรือโทรศัพท์ของคุณโดยไม่ต้องแตะหน้าจอระหว่างออกกำลังกาย
- ท่องเที่ยว: ดาวน์โหลดเพลงไว้ล่วงหน้าหลายพันเพลงก่อนเดินทางไกลหรือไปในที่ที่ไม่มีสัญญาณ
- ค้นหาเพลงใหม่: ใช้เพลย์ลิสต์ "My Discovery Mix" และ "My Soundtrack" ซึ่งจะอัปเดตทุกสัปดาห์ตามประวัติการฟังของคุณ
- จัดปาร์ตี้: สตรีมเพลงไปยังอุปกรณ์ Echo ในห้องนั่งเล่นโดยไม่ต้องวางโทรศัพท์ทิ้งไว้ใกล้ลำโพง
เคล็ดลับและเทคนิค
- ใช้ "Best Available" บน Wi-Fi และ "High" บนเซลลูลาร์: Ultra HD ใช้ข้อมูลเยอะมาก (ประมาณ 1 GB ต่อชั่วโมง) ตั้งค่าให้แอปสลับอัตโนมัติในการตั้งค่า
- สร้างเพลย์ลิสต์ Auto-Mix: เลือกเพลงที่ชอบ แตะจุดสามจุด เลือก "Make Auto-Mix" แล้ว Amazon จะสร้างสถานีเพลงตามเพลงนั้นให้คุณ
- ใช้ตัวกรอง Ultra HD: ในการค้นหา ให้กรองด้วยคำว่า "Ultra HD" เพื่อค้นหาเพลงคุณภาพสูงสุด เหมาะมากสำหรับการฟังแบบวิเคราะห์รายละเอียด
- ใช้ Alexa ช่วยหาเนื้อเพลง: ลองถามว่า "Alexa, what song is this?" หรือถามว่า "Alexa, play the song that goes [ฮัมทำนอง]"
- เชื่อมต่ออุปกรณ์ Echo: หากคุณมีอุปกรณ์ Echo ให้ตั้งค่า Amazon Music เป็นเครื่องเล่นเริ่มต้นในแอป Alexa เพื่อการสลับการใช้งานระหว่างโทรศัพท์และลำโพงที่ราบรื่น
ข้อดีและข้อเสีย
ข้อดี
- เพลงกว่า 100 ล้านเพลง ส่วนใหญ่เป็นคุณภาพระดับ HD แบบไม่สูญเสียคุณภาพ
- รองรับ Ultra HD (สูงสุด 24-bit/192 kHz) โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มสำหรับสมาชิก Music Unlimited
- เชื่อมต่อกับ Alexa ได้ลึกซึ้งสำหรับการควบคุมแบบแฮนด์ฟรี
- ถูกกว่าคู่แข่งหากคุณเป็นสมาชิก Amazon Prime ($8.99 เทียบกับ $10.99)
- ดาวน์โหลดเพื่อฟังแบบออฟไลน์ได้เยอะและคุณภาพเต็มรูปแบบ
ข้อเสีย
- หน้าตาแอปอาจดูรกเมื่อเทียบกับเลย์เอาต์ที่สะอาดตาของ Spotify
- การดาวน์โหลด Ultra HD กินพื้นที่จัดเก็บข้อมูลเร็วมาก (หนึ่งอัลบั้มอาจมีขนาดเกิน 500 MB+)
- ส่วนของพอดแคสต์ยังพื้นฐานเกินไปเมื่อเทียบกับแอปพอดแคสต์โดยเฉพาะ
- ฟีเจอร์ด้านสังคม (การแชร์, เพลย์ลิสต์ร่วมกัน) ยังอ่อนกว่า Spotify
- Prime Music (ระดับฟรี) ให้เล่นได้เฉพาะโหมดสุ่มและจำกัดเพียง 2 ล้านเพลง
ทางเลือก / การเปรียบเทียบ
| แอป | จุดเด่นที่แตกต่าง | เหมาะสำหรับ |
|---|---|---|
| Spotify | ฟีเจอร์สังคมและอัลกอริทึมที่ดีที่สุด ไม่มีระดับเสียง Lossless | วัฒนธรรมเพลย์ลิสต์, ค้นหาเพลงใหม่, แชร์โซเชียล |
| Apple Music | รองรับ Lossless และ Spatial Audio, เชื่อมต่อกับ iOS ได้ดีเยี่ยม | ผู้ใช้ iPhone ที่ต้องการคุณภาพเสียง Lossless |
| Amazon Music | HD และ Ultra HD ในราคาถูกกว่าสำหรับสมาชิก Prime, มี Alexa ในตัว | สมาชิก Prime, เจ้าของอุปกรณ์ Echo, คุณภาพเสียงในราคาสบายกระเป๋า |
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
Amazon Music ฟรีสำหรับสมาชิก Amazon Prime หรือไม่?
ใช่ สมาชิก Prime จะได้รับ Prime Music (ประมาณ 2 ล้านเพลง เล่นได้เฉพาะโหมดสุ่ม) โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม แต่สำหรับแคตตาล็อกเต็มรูปแบบพร้อมเสียง HD ต้องสมัคร Music Unlimited ซึ่งมีราคา 8.99 ดอลลาร์/เดือนสำหรับสมาชิก Prime
HD และ Ultra HD บน Amazon Music แตกต่างกันอย่างไร?
HD คือคุณภาพระดับ CD (16-bit/44.1 kHz, ~1411 kbps) Ultra HD คือความละเอียดที่สูงกว่า (สูงสุด 24-bit/192 kHz, ~9216 kbps) ทั้งคู่เป็นรูปแบบไม่สูญเสียคุณภาพ (Lossless) Ultra HD มีให้ฟังประมาณ 7 ล้านเพลงและต้องใช้หูฟังหรือลำโพงที่ดีกว่าเพื่อชื่นชมความต่าง
ฉันสามารถฟัง Amazon Music แบบออฟไลน์ได้ไหม?
ได้ คุณสามารถดาวน์โหลดเพลง อัลบั้ม หรือเพลย์ลิสต์เพื่อฟังแบบออฟไลน์ได้หากสมัคร Music Unlimited โดยไฟล์ดาวน์โหลดจะมีคุณภาพระดับ HD หรือ Ultra HD ไม่ใช่แบบบีบอัด
Amazon Music รองรับ Spatial Audio ไหม?
ใช่ เพลงที่เลือกมาจะเล่นในระบบ Dolby Atmos Spatial Audio บนอุปกรณ์ที่รองรับ รวมถึง Echo Studio, AirPods Pro และหูฟังอื่นๆ ที่รองรับ Atmos
Amazon Music ใช้ข้อมูลเท่าไหร่?
คุณภาพมาตรฐานใช้ประมาณ 150 MB ต่อชั่วโมง HD ใช้ประมาณ 600 MB ต่อชั่วโมง และ Ultra HD อาจใช้สูงถึง 1 GB ต่อชั่วโมง แนะนำให้ตั้งค่าให้แอปสลับไปใช้คุณภาพต่ำลงบนเครือข่ายเซลลูลาร์เพื่อประหยัดข้อมูล
บทสรุป
หากคุณเป็นสมาชิก Amazon Prime อยู่แล้ว Amazon Music Unlimited คือวิธีที่ประหยัดที่สุดในการได้รับสตรีมมิ่งคุณภาพ Lossless ในตลาด ด้วยราคา 8.99 ดอลลาร์ต่อเดือนสำหรับเพลง 100 ล้านเพลงในระดับ HD บางส่วนเป็น Ultra HD พร้อม Spatial Audio และการเชื่อมต่อกับ Alexa ที่ใช้งานได้จริง แม้อินเทอร์เฟซจะดูไม่สะอาดตาเท่า Spotify และฟีเจอร์สังคมน้อยกว่า แต่หากคุณให้ความสำคัญกับคุณภาพเสียงต่อราคา นี่คือบริการที่ยากจะหาใครเทียบ
ฉันยังคงจดจำการนั่งรถไฟไปปอร์โต้ได้ดี เพลง "Dreams" ในระดับ Ultra HD ผ่านหูฟัง IEM ราคา 80 ดอลลาร์ ท่ามกลางทิวทัศน์ชนบทของโปรตุเกส บางครั้งแอปที่ใช่ก็เข้ามาหาคุณในเวลาที่ใช่ที่สุด
หมายเหตุความปลอดภัยและคำสงวนสิทธิ์
เว็บไซต์ของเราเป็นไซต์กระจายข้อมูลและแหล่งข้อมูลบุคคลที่สาม ไม่ใช่ร้านค้าแอปอย่างเป็นทางการหรือผู้พัฒนาแอป
โปรดดาวน์โหลดจากแหล่งที่เชื่อถือได้และตรวจสอบแหล่งที่มาเท่านั้น
ตรวจสอบสิทธิ์ที่แอปขอและปฏิเสธสิทธิ์ใดๆ ที่ดูเกินความจำเป็น
อัปเดตการตั้งค่าความปลอดภัยและโปรแกรมป้องกันไวรัสของอุปกรณ์ของคุณให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ
เลือกใช้สโตร์อย่างเป็นทางการ (Google Play) เมื่อแอปมีให้ใช้งานที่นั่น
บทความนี้เป็นภาพรวมอิสระและไม่มีความเกี่ยวข้องกับผู้พัฒนาแอป